Monkar

  • 22 เมษายน พ.ศ. 2019, 00:55:27
  • ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

คุณเป็นคน1ไหมที่เคยเจอปัญหาเหล่านี้ ซื้อwax มาลงแล้ว เงาไม่ถึงใจ บางทีก็ทิ้งคลาบเอาไว้ เช็ดก็ยาก เหนื่อยมาก บางคนบอกว่าลองของแพงซิ จะได้รู้ว่าเค้าดีอย่างไร เค้าว่าดี ถึงจะแพงก็ลองมาแล้ว แล้วเป็นไงละ ขั้นตอนแยะ สรุป กว่าจะเงาต้องใช้น้ำยาไม่รู้กี่ขวดต่อกี่ขวด แต่ละขวดของแบรนดังๆ ราคาก็แสนจะแรง ผมก็เลยแสวงหามาตลอด ตามภาษาคนงบน้อย ของถูก ก็มีส่วนผสมของยาขัดสีบ้าง แอลกอฮอล์บ้าง สุดท้ายก็เจอ ใช้น้ำยาแค่ขวดเดียวเท่านั้น ผมก็เลยซื้อกลับมาลองดู OK มากๆ จึงอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆบ้างนะครับ สนใจชมความเงาได้นะครับ หรือต้องการทดสอบกับรถตัวเองก็ได้ครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ สนใจทดสอบเชิญโทรมาที่ 08 94 95 26 94 ครับ อยู่แถวๆพระราม2 ID Line : monkar

         

ผู้เขียน หัวข้อ: แต่งรถอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ?  (อ่าน 17110 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

administrator

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 338
    • ดูรายละเอียด
แต่งรถอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ?
« เมื่อ: 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2013, 00:45:09 »

แต่งรถอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ?

การใช้รถนั้นหากเป็นรถที่ซื้อต่อจากผู้อื่น (รถมือสอง)ผู้ที่ซื้อรถคันดังกล่าวมาหรือผู้ขับขี่รถ (จะเป็นเจ้าของรถหรือไม่ก็ตาม)จะต้องรับผิดชอบทั้งในเรื่องของการขับขี่รถและของตัวรถที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตรวจพบว่าผิดกม.สรุปว่าการใช้รถมือสองหรือการยืมรถคนอื่นมาขับหรือการเป็นลูกจ้างแล้วนายจ้างสั่งให้มาขับรถ เช่นไปส่งของหรือเป็นคนขับรถหากพบว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดกม. จะอ้างว่าไม่ใช้เจ้าของรถหรือเป็นรถซื้อต่อมาย่อมไม่ได้ ยกเว้นจะมีกม.กำหนดไว้เป็นความผิดเฉพาะตัวเจ้าของ
         การที่ตำรวจไม่แจ้งข้อหาหรือความผิดให้ทราบแต่ออกใบสั่งนั้น ไม่ถูกต้อง โดยหลักแล้วต้องแจ้งข้อหาให้ทราบก่อนว่าผิดอะไร แล้วจึงออกใบสั่ง  ถามไปเลย สู้สู้

- ดัดแปลงเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ ผิดแน่นอน แก้ไขอย่างไร ?
ตามสมุดคู่มือจดทะเบียนจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นรถยนตร์ประเภทไหน (รย.1-รย.2 หรือ รย.3) ซึ่งจะมีการระบุจำนวนเพลาไว้ด้วย รถยนตร์ที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2 เพลา) ถ้ามีการดัดแปลงเป็นระบบขับสี่ล้อต้องแจ้งกับกรมการขนส่งเสียก่อน ซึ่งตองใช้หลักฐานใบเสร็จอะไหล่ ใบรับรองวิศวกร นำรถเข้าตรวจหาความถูกต้องปลอดภัยแข็งแรงก่อนที่จะมีการส่งรถเข้าชั่งน้ำหนัก ส่งต่อให้กรมสรรพสามิตคำนวนอัตราภาษีที่ต้องเสียเพิ่มมีตั้งแต่หลักหลายพันจนถึงหลักหมื่นบาทเสียก่อน ฉะนั้น จะถือว่าเป็นการดัดแปลงรถยนตร์ให้ผิดไปจากการจดทะเบียนโดยมิได้รับอนุญาต ก็ผิดเต็มๆ อยู่ดี
-เปลี่ยนดิสเบรกหลัง ใส่หลังคาซันรูฟ ผิดจริงหรือ ?
               การเปลี่ยนหลังคาซันรูฟส่วนมากต้องมีการดัดแปลง เช่น การเจาะหลังคา หรือเปลี่ยนหลังคาใหม่ แบบนี้ทางกรมการขนส่งจะมองว่า เป็นการแก้ไขดัดแปลง ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ แบบนี้ต้องมีใบเสร็จหลังคา รูปถ่ายขั้นตอนการติดตั้งและใบรับรองวิศวกรและต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบกก่อนถึงจะไม่ผิด
ส่วนการเปลี่ยนดรัมเบรกเป็นดิสเบรกหลัง เรื่องนี้ไม่มีกฎหมายออกมาชัดเจน เพียงระบุว่า “ห้ามล้อมือและห้ามล้อเท้าที่ใช้การได้ดี” และกฎกระทรวงกำหนดส่วนควบและอุปกรณ์สำหรับรถ พ.ศ.2551 ระบุไว่ว่า
(๕) ระบบห้ามล้อ
     (ก) ระบบห้ามล้อหลัก สามารถลดความเร็วหรือหยุดรถที่วิ่งอยู่ให้หยุดนิ่งได้อย่างปลอดภัย ติดตั้งในตำแหน่งที่ผู้ขับรถสามารถใช้การได้สะดวก
     (ข) ระบบห้ามล้อขณะจอด สามารถทำให้รถหยุดนิ่งในขณะจอดได้
จึงอาศัยการพินิจ(การใช้หลักพิจารณษของแต่ละบุคคล) จากเจ้าหน้าที่กรมการขนส่ง ซึ่งแต่ละเขตขนส่งต่างก็มีดุลพินิจไม่เหมือนกัน ถ้าเจ้าหน้าที่พินิจว่าไม่น่าผ่านก็ต้องหาใบเสร็จติดตั้งและใบวิศวกรมาแจ้งเช่นเดียวกัน (อันนี้จะแจ้งหรือไม่แจ้งก็ได้แล้วแต่ที่ ถ้าเจอที่เคี่ยวๆ ก้อ ซวยไป อิอิ)

- ป้ายทะเบียนที่นำมาตัดต่ออัดกรอบใหม่เป็นป้ายยาว
กรณีนี้ ผิดข้อหา ดัดแปลง เปลี่ยนแปลงเอกสารทางราชการ เจ้าหน้าที่มีสิทธิเรียกปรับ รวมถึงการติดป้ายเอียง แบบหงายขึ้น แหงนลง มีวัสดุมาปิดทับ เจ้าหน้าที่อาจฟันธงว่ามองเห็นไม่ชัดเจนก็อาจมีโทษปรับเช่นเดียวกัน การไม่ติดแผ่นป้ายหรือวางไว้ที่กระจกหน้ารถ ผิดเช่นกัน
            ปล.เคยเจอมั๊ย  รถบางคันที่ติดป้ายทะเบียนไว้ด้านซ้าย จ่าบอกว่าผิดแล้วต้องเสียทรัพย์ตามระเบียบเพราะไม่รู้กฎหมายนั่นเอง  ขอบอกว่า การติดแผ่นป้ายทะเบียน ม.11 แห่ง พรบ.รถยนตร์ พ.ศ.2522 บัญญัติไว้ว่า“รถที่จดทะเบียนแล้ว ต้องมีและแสดงแผ่นป้ายทะเบียนและเครื่องหมายครบถ้วนตามที่กำหนด...” และ ม.7 แห่ง พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 บัญญัติไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่ไม่ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน...มาใช้ในการเดินรถ”  ไม่มีกฎหมายใดระบุให้ต้องติดแผ่นป้ายทะเบียนไว้ตรงกลาง เพียงแค่ติดไว้ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจะซ้ายหรือขวาก็ไม่มีกฎหมายระบุว่าเป็นความผิด และตาม“กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ
พ.ศ. 2547 ข้อ 3 แผ่นป้ายทะเบียนรถให้ติดตรึงไว้ในที่ที่เห็นได้ง่ายที่หน้ารถหนึ่งแผ่น และที่ท้ายรถหนึ่งแผ่น เว้นแต่รถจักรยานยนต์หรือรถพ่วงให้ติดตรึงที่ท้ายรถหนึ่งแผ่น การติดตรึงแผ่นป้ายต้องไม่กระทำในลักษณะที่วัสดุที่ยึดแผ่นป้ายนั้นอาจปิดบังหรือปิดทับตัวอักษรประจำหมวด หมายเลขทะเบียน และตัวอักษรบอกชื่อกรุงเทพมหานครหรือจังหวัด และต้องไม่นำวัสดุหรือสิ่งอื่นใดไม่ว่าจะก่อให้เกิดแสงสว่างหรือเรืองแสงหรือไม่ก็ตาม มาปิดทับ บัง หรือติดไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับแผ่นป้ายทะเบียนรถจนไม่สามารถมองเห็นตัวอักษรประจำหมวด หมายเลขทะเบียน หรือตัวอักษรบอกชื่อกรุงเทพมหานครหรือจังหวัด”
              ปล.ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับฝีปากในการเถียงของแต่ละคนน๊ะค่ะ (ถ้าจ่าจับ Alfa แล้วบอกว่าผิดกฎหมายเพราะติดป้ายทะเบียนไว้ด้านซ้ายคงจะขำพิลึก ยอดขายรถยี่ห้อนี้คงตก)
ส่วนการติดป้ายที่ทำขึ้นเอง เช่น ทำด้วยกระดาษ หรือใช้การเขียน แต่หมายเลขตรงกับทะเบียนรถ ผิดข้อหาไม่ใช้เอกสารที่ทางราชการกำหนด แต่ถ้าเป็นป้ายปลอม(ไม่มี ขส) ขอดูสำเนาแล้วไม่ตรงกับป้าย ผิดข้อหาปลอมเอกสารราชการ ม.๒๖๕ หรือใช้เอกสารปลอม ม.๒๖๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เจ้าหน้าที่อาจเรียกปรับหรือส่งฟ้องเพื่อทำการเรียกปรับที่ชั้นศาล และถ้าหมายเลขป้ายไม่ตรงกับป้ายวงกลม ไม่ตรงกับสำเนารถ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิยึดรถ เพื่อส่งเข้ากองพิสูจน์หลักฐานเพื่อหาที่มาของตัวรถและผู้ขับขี่ต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจรวบรวมสำนวน ส่งให้ศาลตัดสิน ค่าปรับก็มีตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้านก็เคยมีมาแล้วค่ะ

- โหลดเตี้ยสุดๆ แบบ LowRaider เตี้ยแค่ไหนถึงจะเรียกว่าผิด ?
         รถโหลดเตี้ยจะต่ำแต่ไหนก็ได้ไม่ผิดกม. เว้นแต่ รถโหลดเตี้ย หากโหลดแล้วมีผลต่อเนื่องไปทำให้ส่วนอื่นของรถผิดกม.ก็จะมีความผิดไปด้วยซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดคือ การโหลดเตี้ยทำให้ระดับของไฟหน้ารถผิดไปจากที่กม.กำหนดไว้ได้แก่ รถยนต์ไฟหน้ารถถูกกำหนดให้สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.60ม.แต่ไม่เกิน 1.35ม. หากนำรถไปโหลดเตี้ยแล้วลองเอาไม้บรรทัดวัดดูว่าน้อยกว่า 0.60 ม.หรือไม่ หากน้อยกว่าก็ผิดกม. แต่ถ้าไฟหน้าสูงกว่าแต่รถใส่สปอยเลอร์จนเตี้ยยแทบจะลากพื้น จะใช้กฎการพินิจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายช่างตรวจสภาพกรมการขนส่ง และผู้วินิจฉัยผล ต.ร.อ. ว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นหรือไม่ ถ้าเฮียแกฟันธงว่าเสี่ยงก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน

ยกสูงมากๆ แบบ Big Foot ผิดหรือปล่าว
         ใน พรบ.รถยนตร์ พ.ศ.2522 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จะยกสูงแค่ไหนก็ต้องวัดระดับกึ่งกลางไฟหน้ากับพื้นถนน โดยต้องไม่สูงกว่า 1.35 ม. แต่ถ้าไฟหน้าสูงไม่เกิน แต่รถสูงมาก มีการดัดแปลงสภาพมากต้องมีวิศวกรรองรับการดัดแปลงสภาพและต้องแจ้งกับกรมการขนส่งทางบกให้เป็นที่เรียบร้อย แต่ถ้าไม่สูงมากแต่ใส่ยางใหญ่เกินแบบ ล้นออกมาข้างตัวรถมากๆ เกินบังโคลนล้อ ก็ต้องใช้หลักดุลพินิจอีกเช่นกันว่าเสี่ยงต่อผู้ร่วมใช้ถนนหรือไม่ ถ้าเสี่ยงผิดทันที

- ใส่ล้อใหญ่มากๆ 19-20 หรือ 22 ผิดหรือไม่
               ในกฎหมายไม่มีระบุขนาดของล้อ และขนาดก็ไม่ได้มีผลการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จะใส่ล้อใหญ่ 18-19-20 หรือ 22 ก็ไม่ผิด แต่ถ้าใส่แล้วยางเกินออกมานอกบังโคลนล้อมากๆ ข้างละหลายๆ นิ้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อาจสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น (เช่น ทำให้ผู้อื่นกะระยะรถผิดในการสวนหรือเลี้ยว ก็ถือว่าผิดได้ หรือใส่ล้อใหญ่จนต้องแบะล้อเพื่อหลบซุ้มแล้ววิ่งจนยางสึกเห็นผ้าใบ ต้องเรียกว่า เสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่อตนเอง ก็ถือว่าผิดเช่นกัน)



ตีโป่งขยายซุ้มล้อ ใส่สปอยเลอร์ หรือ Part รอบคัน จะผิดไหม
                โชคดีที่การตีโป่งซุ้มล้อหรือที่เรียกกันว่า Wide Body ข้อนี้ในกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนแต่อย่างไร แต่ระบุไว้ว่า ส่วนที่ยื่นต้องมีลักษณะเป็นชิ้นเดียวกับตัวรถ หรือถ้าเป็นวัสดุคนละชนิดกันต้องมีการยึดติดอย่างแน่นหนา ถ้าไม่แน่นหนาหรือตีโป่งมาก (ยื่นจนน่าเกลียด) เจ้าหน้าที่มีสิทธิขอตรวจดูสำเนาการจดทะเบียนว่ามีการดัดแปลงเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โดยอ้างอิงจากบริษัทผู้ผลิตถึงขนาดตัวรถ และฐานล้อ ซึ่งต้องใช้วิศวกรรับรองการดัดแปลงสภาพและต้องแจ้งกับกรมการขนส่งทางบก  ถ้าขนส่งตรวจแล้วลงความเห็นว่าผ่านก็ดีไป แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่ผ่านต้องเลาะออกกลับสภาพเดิม รถที่ติดกันชนรอบคันหากพิจารณาจากการติดตั้งแล้วไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของผู้อื่น เช่นไม่ติดยื่นยาวจนเกินไป หรือไม่มีลักษณะเป็นของแหลมคมเมื่อมีคนเดินผ่านรถไปเฉี่ยวถูก ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ก็ยังไม่เป็นความผิด

- ฝากระโปรงหน้า-หลัง ดำ ฝากระโปรงไฟเบอร์ ที่เขาว่าผิด ผิดข้อไหน
                ผิดหรือไม่ผิด ขึ้นอยู่กับรถของคุณ แยกออกได้ 2 ประเด็น คือ ถ้า รถคุณตามทะเบียนรถระบุว่าเป็นสีดำ ฝากระโปรงคุณจะดำอ่อน ดำแก่ เกินหรืออ่อนกว่า 30%ไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่ถ้าหากรถคุณตามทะเบียนที่จดไว้เป็นสีขาว แดง เหลือง หรือฟ้า แต่คุณไปแต่งใหม่ด้วยกระแสแฟชั่นให้ฝากระโปรงเป็นสีดำผิดแน่นอน
          การเปลี่ยนสีรถนั้นจะมีกำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมายและทะเบียนรถของคุณว่า “ตัวรถ” เป็นสีอะไร จะเปลี่ยนแปลงเองตามใจชอบไม่ได้ แต่ถ้าเป็น “ส่วนควบ” เช่น กันชน จะเป็นสีอะไรก็ได้แล้วแต่ความต้องการจะให้สวยงามตามสายตาหรือความรู้สึกของคุณ
การเปลี่ยนฝากระโปรงไฟเบอร์ถ้าทำเป็นสีเดียวกับตัวรถที่จดทะเบียนถือว่า ไม่ผิด แต่ถ้าเปลี่ยนสีฝากระโปรงเป็นสีดำหรือสีอื่น ที่ไม่ตรงกับสีตัวรถ เจ้าหน้าที่จะพิจารณามกฎที่ว่า รถยนตร์ที่จดทะเบียนจะมีการระบุสีตัวรถไว้อย่างชัดเจน ไม่รวมสีของกันชน โดยสีอื่นต้องไม่เกิน ครึ่งหนึ่งของสีหลักที่จดทะเบียนไว้ ถ้าเกินเจ้าของรถต้องนำรถเข้าไปแจ้งเปลี่ยนสีว่าเป็นรถสองสี (ทู โทน) กับกรมการขนส่งทางบกเสียก่อน ถ้าไม่แจ้งก็อาจต้องโทษปรับไม่เกิน1,000 บาท เสียตังค์อีกเช่นกัน
                ปล. พ.ต.ต.วุฒิศักดิ์ ศรีพิสุทธิ์ ฝ่ายกฎหมาย บก.จร.และโฆษกกรมการขนส่งทางบก นายชัยรัตน์ สงวนซื่อ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยืนยันตรงกันว่า สีรถที่มีความแตกต่างกันเกิน 30% ผิดกฎหมายนั้น ไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมาย ดังนั้น ความผิดของคุณตามกฎหมายก็คือ ถูกแจ้งข้อหาเปลี่ยนแปลงสีรถโดยไม่ได้แจ้งต่อนายทะเบียน เพราะ ตาม ม.13 แห่งพรบ.รถยนตร์  พ.ศ. 2522

เปลี่ยนท่อไอเสียใหญ่ เสียงดังแค่ไหนถึงเรียกว่าผิด
                จะเปลี่ยนท่อใหญ่ 3 นิ้ว หหรือ 4 นิ้ว จะมีหม้อพักกี่ใบ หรือจะไม่มีหม้อพักเลยก็ได้แต่หม้อพักต้องปล่อยออกทางท้ายรถเท่านั้น (ยกเว้น พวกรถพ่วง รถโดยสารขนาดใหญ่) ถ้าออกข้างตัวถังรถถือว่าผิดทันที ตามกฎหมายจะระบุไว้แค่การวัดเสียงดังที่ปล่อยออกจากปลายท่อตาม พรบ.รถยนตร์ ระบุว่า รถยนตร์ที่เกิน 7 ปี ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพ เพื่อตรวจวัดระดับเสียงที่ปลายท่ไอเสียด้วยเครื่อง Sound Level Meter ผลที่ได้ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล (การตรวจวัดแบบ 0.5 เมตร) สำหรับเครื่องยนตร์เบนซินวัดที่ ¾ รอบที่แรงม้าสูงสุดและรอบสูงสุดสำหรับเครื่องยนตร์ดีเซล
                ปล. ถ้าท่านใดถูกจับในข้อหาท่อดัง คุณต้องถามเจ้าหน้าที่ว่าเสียงดังเกินกำหนดไว้เท่าไหร่ (ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีเครื่องวัดใช้หูฟังเอา ก็พอจะเถียงเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ส่งรถเข้าเครื่องตรวจวัดแล้วเกินจริง เถียงไม่ออกแน่ อิอิ

- ไฟหน้าหลายสี ไฟซีนอน ไฟท้ายขาว โคมขาว โคมดำ พ่นสีดำ จะผิดแค่ไหน
                ปัจจุบัน ไฟหน้าแบบซีนอน ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับจึงอนุญาตให้ติดได้ เพียงแต่ติดตั้งแล้ว เมื่อเข้าเครื่องมือทดสอบโคมไฟลำแสงต้องมีองศาตกลงจากแนวระนาบ ไม่น้อยกว่า 2 องศาและต้องไม่เบนไปทางขวาถึงเรียกว่าผ่าน ส่วนเรื่องสีของโคมไฟหน้าทางกรมฯ กำหนดไว้เพียง 2 สีเท่านั้น คือ แสงเหลืองอ่อนและแสงขาวถ้าเป็นสีอื่น เช่น สีฟ้า ม่วง เหลืองเข้ม หรือเขียว
ส่วนไฟหยุดไฟเบรกนั้นต้องเป็นแสงแดง ไฟเลี้ยวต้องเป็นแสงเหลืองอำพัน ไฟส่องป้ายต้องเป็นแสงขาวมองเห็นป้ายทะเบียนได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 20 เมตร การเปลี่ยนโคมไฟสีขาวหรือพ่นโคมเป็สีดำ ต้องพิจารณาขณะเปิดไฟเลี้ยว ไฟเบรก ถ้าไฟที่แสดงออกมาชัดเจนและเป็นสีที่กำหนดถือว่าผ่าน ถ้าผิดสีก็เตรียมเงินไว้ เป็นค่าปรับ

- ไฟสปอร์ทไลท์และโคมไฟตัดหมอก ผิดกฎหมายหรือไม่ ติดอย่างไรจึงถือว่าไม่ผิด
                ขณะนี้ กม.อนุญาตให้รถยนตร์ติดไปสปอร์ทไลท์หรือไฟตัดหมอกเพิ่มได้ข้างละ 1 ดวง (เท่ากับ 2 ดวง) ในระดับแนวเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลืองมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 55 วัตต์ สูงจากพื้นทางราบไม่เกินกว่าระดับโคมไฟแสงพุ่งไกล (ไฟสูง)และโคมไฟแสงพุ่งต่ำ (ไฟต่ำ) ศูนย์รวมแสงต้องต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.2 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา
          ส่วนการเปิดไฟตัดหมอกนั้นจะเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างได้เฉพาะในทางที่จะ ขับรถผ่าน มีหมอก ควันหรือฝุ่นละอองจนเป็นอุปสรรค อันอาจเกิดอันตรายในขณะขับรถและเมื่อไม่มีรถอยู่ด้านหน้าหรือสวนมาในระยะของแสงไฟ ถ้าติดไม่ถูกต้องหรือเปิดพร่ำเพรื่ออ รวมถึงการติดไฟนีออนใต้ท้องหรือกรอบป้ายทะเบียนน ก็เป็นสิ่งต้องห้ามมีความผิดดเช่นเดียวกัน

- ตีโรล์บาร์แบบรถแข่งผิดด้วยหรือล่าว ?
          กฎหมายว่าด้วยห้องโดยสารมีเพียงข้อกำหนดเรื่องจำนวนที่นั่ง มาตราวัดความเร็วและไฟห้องโดยสารเท่านั้น ส่วนการตีโรล์บาร์ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับจึงไม่ผิด แต่การถอดเบาะหลังออกแล้วตีโรล์บาร์ จะผิดกฎหมายเรื่องการระบุลักษณะรถและจำนวนตอนถือว่าผิด รวมถึงความแน่นหนา (เช่น เอามือจับแล้วโยกได้)ความเสี่ยงต่ำ การเกิดอุบัติเหตุ (เช่น มีส่วนแหลมคมพุ่งเข้าหาผู้ขับขี่และผู้โดยสาร) ก็ถือว่าผิดได้อีกเช่นกัน ยิ่งถอดเบาะออกเหลือตัวเดียวหรือตัดตัวถังรถออกบางส่วน แล้วตีโรล์บาร์ยึดแบบ Space Frame แบบนี้ถือว่าผิด ข้อหา ดัดแปลงสภาพที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ

ใส่กระจกมองข้างแบบเล็กๆ หรือกระจกซิ่งผิดไหม[/]
                ตามพ.ร.บ.รถยนต์พ.ศ.2522 บัญญัติว่า[/]รถยนต์ต้องมีและใช้เครื่องอุปกรณ์สำหรับรถดังต่อไปนี้
-เครื่องมองหลัง[/]เป็นกระจกเงา ติดอยู่ในที่ที่ผู้ขับรถสามารถมองเห็นภาพการจราจรด้านข้างและด้านหลังได้ทุกขณะ ซึ่งไม่ได้ระบุถึงขนาด จำนวนและรูปแบบ ถ้าเป็นกระจกมองข้างแบบไฟเบอร์ หรือแบบกระจกซิ่งทรงแข่ง ก็ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ถ้าไม่มี กระจกมองข้างหรือกระจกมองหลัง หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพ ฟันธงว่า มีเครื่องส่องหลังจริงแต่ชำรุดหรือมองไม่เห็นชัดเจน (กระจกแตก เล็กมากกกกกก) ก็จะถือว่าผิด ต้องกลับมาแก้ไขอีกเช่นกัน[/]
[/]
- เปลี่ยนเบาะซิ่ง ใส่เซฟตี้เบลท์  4 จุด จะผิดอีกรึปล่าว ?[/]
                เบาะหรือที่นั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร จริงๆ แล้ว ตาม พรบ.รถยนตร์ พ.ศ.2522 ได้ระบุขนาดความกว้างยาวของเบาะเอาไว้ด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องในการระบุจำนวนผู้โดยสาร[/]
                เบาะแต่ง หรือเบาะไฟเบอร์ ส่วนมากมีความถูกต้องในเรื่องขนาด แต่ถ้าถอดเบาะออกไม่ว่าเบาะหลังถอดเหลือตัวเดียวหรือสั่งทำเบาะขนาดใหญ่พิเศษแบบนี้จะถือว่าผิด[/]
                ส่วนเซฟตี้เบลล์ทางกรมฯก็ได้กำหนดมาตราฐานไว้อีกเช่นกัน เบลล์ 4 จุด แม้ว่าจะไม่ถูกต้องในเรื่องมาตราฐานแต่ถ้ามีการยึดน่นหนา ก็อนุโลมว่าผ่านได้ แต่ถ้าใส่เบลล์ 4 จุด 8 จุด แล้วไม่คาด แบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายจราจรถูกจับ เสียทรัพย์อีกแล้ว[/]
[/]
- ดัดแปลงเครื่องยนตร์ขยายซีซี เปลี่ยนเทอร์โบ โมกล่อง ซัก 1,000 ม้า จะผิดหรือไม่ ?[/]
          [/]การขยายซีซีเพิ่มความจุถ้าเป็นในสนามแข่งแบบ One Make Race 

ดัดแปลงเครื่องยนตร์ขยายซีซี เปลี่ยนเทอร์โบ โมกล่อง ซัก 1,000 ม้า จะผิดหรือไม่ ?[/]
          [/]การขยายซีซีเพิ่มความจุถ้าเป็นในสนามแข่งแบบ One Make Race ถือว่าผิด สั่งถอนการแข่งขันลูกเดียว จบเกมส์ แต่ถ้าเป็นรถใช้งานบนถนน การจะมาวัดกำลังอัดหาขนาดความจุนั้นทำได้ยาก จึงอาศัยการตรวจดูหมายเลขเครื่องยนตร์ว่าถูกต้องตามทะเบียนที่แจ้งไว้หรือไม่ เท่านั้น ถ้าเลขเครื่องถูกถือว่าไม่ผิด จะขยายความจะ เปลี่ยนลูก ยึดข้อ เสริมเสื้อสูบก็ไม่ผิด หรือไม่ว่าจะเปลี่ยนเทอร์โบใหญ่ ใส่กรองเปลือย ตีเฮดเดอร์ เปลี่ยนหัวฉีด โมกล่องจนได้ 500 ม้า 1,000 ม้าก็ไม่ผิด เพียงแต่อุปกรณ์ภายในห้องเครื่องต้องดูแล้วแน่นหนาและมีความปลอดภัย แต่ถ้าจูนน้ำมันจนหนามาก เจ้าหน้าที่จะใช้ผลการตรวจวัดควันดำ ค่า CO (คาร์บอนมอนออกไซด์)[/]และค่าHC (ไฮโดรคาร์บอน) ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียเป็นข้อกำหนดถึงสภาพเครื่องยนตร์ โดย ตาม พรบ.กล่าวว่า[/]
รถยนตร์ที่จดทะเบียนก่อน 1 พ.ค. 2536 ต้องวัดค่า CO ไม่เกิน 4.5% และค่า HC ไม่เกิน 600 PPM[/]
รถยนตร์ที่จดทะเบียนหลัง 1 พ.ค. 2536 ต้องวัดค่า CO ไม่เกิน 1.5% และค่า HC ไม่เกิน 200 PPM[/]
          [/]ส่วนถ้าเป็นเครื่องยนตร์ดีเซลไม่ว่าจะเปลี่ยนโบใหญ่แต่งปั๊มเพียงใด มาตราฐานการวัดควันดำ ต้องไม่เกิน 50% ด้วยเครื่องวัดแบบกระดาษกรอง และแบบ 45% ด้วยเครื่องวัดแบบหาความทึบแสง[/]
                ดังนั้นจะโมเครื่องแค่ไหน แต่งเครื่องอย่างไร ถ้าการเผาไหม้หมดจด CO และ HC ผ่านก็ถือว่าถูกกฎหมาย[/]
[/]
                ปล. ถึงจะแต่งรถถูกกฎหมาย แต่ถ้าเอารถ 500 ม้า 1,000 ม้า มาวิ่งหวาดเสียวบนท้องถนน หรือไล่แซงผู้อื่นแบบแข่งขัน ขอเพียงอย่าให้ถูกจับได้ซึ่งอาจมีความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม.43 ฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ถูกจับฟ้องศาล ยึดรถ คุมความประพฤติ น๊ะค่ะ และการกระทำความผิดใดๆ ก็ตาม หากไม่เคยถูกจับมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนสิ่งที่ผิด กม.เป็น สิ่งที่ถูก กม.ไปได้ ไม่ว่าจะเคยถูกจับผ่านมา 2 หรือ 3 ปีหรือขับรถผ่านมากี่จังหวัดแล้วก็ตาม[/]
[/]


ขอบคุณข้อมูลจาก @พงษ์ โต่เต๋
บันทึกการเข้า

administrator

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 338
    • ดูรายละเอียด
Re: แต่งรถอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ?
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2013, 01:04:35 »

อุปกรณ์ตกแต่งรถอะไรบ้างที่ติดตั้งแล้วไม่มีผิดกฎหมาย

1. ท่อไอเสียรถยนต์ไม่ว่าขนาดใหญ่ หรือเล็ก จะเป็นรูปทรงอะไรก็ตามไม่ผิดกฎหมาย แต่จะต้องมีความดังของเสียงท่อไอเสีย ไม่เกิน 90 เดซิเบล (ในกรณีโดนตรวจจับ ทางตำรวจจะต้องใช้เครื่องมือตรวจเท่านั้นฟังด้วยหูไม่ได้)

2. สปอยเล่อร์ หรือชุดแต่งไฟเบอร์ สามารถตกแต่งได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่วัสดุที่นำมาติดตั้งต้องแข็งแรง

3. รถโหลดเตี้ย สามารถกระทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ. แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 40 ซม. โดยวัดจากพื้นถึงไฟหน้ารถยนต์ของท่าน

4. รถยกสูง สามารถกระทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ. แต่ต้องไม่สูงเกิน 175 ซม. โดยวัดจากพื้นถึงไฟหน้ารถยนต์ของท่าน

5. เกจ์ และมาตรวัดต่าง ๆ ที่ติดตั้งภายในรถ สามารถติดตั้งได้โดยไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

6. ไฟโคมเหลือง หรือสปอร์ตไลท์สามารถติดตั้ง และเปิดได้แต่ไฟต้องไม่แยงตาผู้อื่น ไม่งั้นอาจโดนตักเตือนได้ เช่นเดียวกับไฟ xenon (ไฟหน้ารถสีขาวสว่าง) แต่ถ้าเป็นไฟสีอื่นที่ไม่ใช่สีขาวหรือเหลืองผิดกฎหมายทันที

7. ไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ต้องเป็นไฟสีเหลืองส้มเท่านั้น

8. ไฟถอยหลังต้องเป็นสีขาวเท่านั้น

9. การตกแต่งป้ายทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนยาว (ตัดป้ายหรือไม่ตัดป้าย) ผิด พ.ร.บ. ส่วนป้ายทะเบียนแบบปรับองศาสามารถติดตั้งได้แต่เมื่อมองจากด้านหน้าแล้วต้อง เห็นป้ายทะเบียนชัดเจน

10. ล้ออัลลอยย์ (ล้อ max) จะใส่ขอบขนาดเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ขนาดของล้อจะต้องไม่ล้นออกมานอกตัวถัง แต่ถ้าไปดึงโป่งให้ล้อยื่นออกมาเกินกว่าตัวถังถือว่าผิดเต็ม ๆ เพราะนั่นแหละคือการดัดแปลงสภาพรถยนต์

11. สติกเกอร์แต่งรถไม่ว่าจะชิ้นใหญ่ หรือเล็กสามารถติดได้ไม่ว่าจะมากมายขนาดไหนก็ตามไม่ผิดกฎหมาย

12. กระโปรงหน้ารถสามารถทำเป็นสีดำ หรือลายคราฟล่าได้ แต่ต้องไปแจ้งการเปลี่ยนสีรถที่กรมขนส่งเป็น2สี ไม่งั้นถือว่าผิดกฎหมาย

13. การเปลี่ยนสีรถเฉพาะจุด หรือทั้งหมดต้องแจ้งที่กรมขนส่ง

14. การวางเครื่อง เมื่อวางเครื่อง + จ่ายเงินแล้ว ต้องแจ้งกรมขนส่ง

ข้อมูลจากhttp://www.regent-mania.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=3

การตรวจสภาพรถ

กรมการขนส่งทางบกมีหน้าที่รับผิดชอบการตรวจสภาพรถ ทั้งรถที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติ การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และตามพระราชบัญญัติรถยนตร์ พ.ศ. 2522 รถที่จะนำมาใช้ในการขนส่งตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 หรือ นำมาจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนตร์ พ.ศ. 2522 จะต้องมีสภาพมั่นคง แข็งแรง มีลักษณะ
ขนาด และเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบของรถ ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับรถ ผู้โดยสารไปกับรถคันนั้น ผู้ขับขี่รถคันอื่น ๆ คนเดินถนน รวมทั้งสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

1. รถที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี
1.1 รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกทุกประเภท โดยไม่จำกัดอายุการใช้งาน
1.2 รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทรถดังนี้
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
- รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปี ขึ้นไป
- รถจักรยานยนต์ ที่มีอายุใช้งานครบ 5 ปี ขึ้นไป

2. สถานที่ตรวจสภาพ
2.1 รถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกทุกประเภท เจ้าของรถจะนำไป
ตรวจสภาพ ที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก
หรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกก็ได้
2.2 รถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์
ต้องตรวจสภาพกับสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น
ยกเว้น
1) รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม จะตรวจสภาพที่ ตรอ. หรือหน่วยงานของ
กรมการขนส่งทางบกก็ได้
2) รถของส่วนราชการ บุคคลในคณะผู้แทนทางการฑูต คณะผู้แทนทางกงสุล องค์การ
ระหว่างประเทศ ฯลฯ จะตรวจสภาพที่ ตรอ. หรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก ก็ได้
3) รถที่มีการดัดแปลงสภาพ รถที่เปลี่ยนสี เปลี่ยนเครื่องยนต์ รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลขตัวรถ
หรือเลขเครื่องยนต์ รถที่ขาดต่ออายุทะเบียนเกิน 1 ปี ฯลฯ (รายละเอียดตามข้อ 7)
ให้นำรถไปตรวจสภาพ ณ หน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก
3. ระยะเวลาที่ต้องนำรถไปตรวจสภาพ
การตรวจสภาพรถ เจ้าของสามารถนำรถไปตรวจสภาพล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือน
ก่อนถึงวันสิ้นอายุภาษีประจำปี
4. อัตราค่าตรวจสภาพ
รถจักรยานยนต์ คันละ 60 บาท
รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 150 บาท
รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 250 บาท
ในการไปติดต่อกับสถานตรวจสภาพรถให้เจ้าของรถนำรถและสมุดคู่มือทะเบียนรถไปแสดง หากผลการตรวจสภาพปรากฏว่า รถอยู่ในเกณฑ์ผ่านการตรวจสภาพ
สถานตรวจสภาพรถจะออกใบรับรองการตรวจสภาพรถตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
รถอยู่ในเกณฑ์ไม่ผ่านการตรวจสภาพ สถานตรวจสภาพรถจะแจ้งข้อบกพร่องที่เป็นเหตุให้รถนั้นไม่ผ่านการตรวจสภาพให้เจ้าของทราบ
เพื่อจะได้นำรถไปแก้ไขข้อบกพร่องแล้วนำมาตรวจใหม่ หากแก้ไขแล้วนำไปตรวจสภาพที่
สถานตรวจสภาพรถเอกชนแห่งเดิมภายใน 15 วัน จะเสียค่าตรวจใหม่ ในอัตราครึ่งหนึ่งของ
ค่าบริการที่กำหนดไว้ แต่หากเกิน 15 วัน หรือไปตรวจที่สถานตรวจสภาพรถเอกชนแห่งอื่น
จะเสียค่าบริการเต็มอัตรา
5. การนับอายุใช้งานของรถ
การนับอายุการใช้งานของรถ ให้นับอายุทางทะเบียนโดยนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก
ถึงวันสิ้นสุดอายุภาษีประจำปี (วันครบกำหนดเสียภาษีประจำปี)
6. เงื่อนไขเกี่ยวกับประเภท ชนิด (ยี่ห้อ) และขนาดรถที่สถานตรวจสภาพรถเอกชนจะให้บริการ
ตรวจสภาพได้ สถานตรวจสถาพรถเอกชนแต่ละแห่งจะต้องตรวจสภาพรถตามชนิด (ยี่ห้อ) ประเภท และ ขนาดรถตามที่ยื่นขออนุญาตและได้รับอนุญาตจาก
นายทะเบียนกลางไว้ เช่น ตรวจสภาพรถยนต์ ขนาดน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม ทุกยี่ห้อ หรือตรวจสภาพรถจักรยานยนต์ เฉพาะ ยี่ห้อหรือ ตรวจสภาพรถยนต์ขนาดน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม และเกิน 1,600 กิโลกรัม
และรถจักรยานยนต์ ทุกยี่ห้อ เป็นต้น กรณีรับตรวจสภาพรถบางชนิด (ยี่ห้อ) ต้องแสดงป้ายที่เห็น ได้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนที่จะมาใช้บริการทราบด้วย
กรณีสถานตรวจสภาพรถเอกชนแห่งใด ประสงค์จะตรวจสภาพรถในประเภท ชนิด(ยี่ห้อ) และขนาดต่างจากที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนกลาง ให้ทำหนังสือขออนุญาตต่อนายทะเบียน กลางเพื่อพิจารณาเป็นราย ๆ ไปได้
7. รถที่ต้องนำไปให้นายทะเบียนตรวจสถาพที่หน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก
(สถานตรวจสภาพรถเอกชนไม่สามารถรับตรวจสภาพได้)
รถที่ดัดแปลงสภาพผิดไปจากที่ได้จดทะเบียนไว้

รถที่เปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากรายการ
ที่จดทะเบียนไว้ในสมุดคู่มือทะเบียนรถ ( เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ เปลี่ยนลักษณะรถ เปลี่ยน ชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น )


รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลขตัวรถหรือเลขเครื่องยนต์ ( เช่น ไม่ปรากฏตัวเลข ตัวเลขชำรุด
หรือมีร่องรอยการแก้ไข ขูด ลบ หรือลบเลือน จนไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ เป็นต้น )
รถที่เจ้าของได้แจ้งการไม่ใช้ชั่วคราว หรือแจ้งการไม่ใช้รถตลอดไปไว้


รถเก่าที่มีเลขทะเบียนเป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่า ( เช่น กท-00001, กทจ-0001 เป็นต้น)
ซึ่งรถดังกล่าวต้องเปลี่ยนทะเบียนรถใหม่เมื่อมีการนำมาเสียภาษีประจำปี


รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับการถูกโจรกรรมแล้วได้คืน


รถที่ได้สิ้นอายุภาษีประจำปี (ขาดต่อทะเบียน) เกิน 1 ปี

8. คำเตือน
(1) ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขซึ่งได้ กำหนดในกฏกระทรวง ออกตามความในมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 อาจถูกนายทะเบียนกลางเพิกถอนใบอนุญาตนั้นได้
(2) ผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ใดโดยทุจริตหรือจงใจออกใบรับรองการตรวจสภาพรถ
ไปโดยไม่ตรง ตามความเป็นจริง ย่อมมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทและนายทะเบียนกลางมีอำนาจสั่งเพิกถอน
ใบอนุญาตตั้งสถานตรวจสภาพรถนั้นเสียได้
(3) ผู้ใดในการประกอบการงานวิชาชีพใด ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ โดยประการที่ น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนผู้นั้นอาจ
มีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 269 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บันทึกการเข้า

administrator

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 338
    • ดูรายละเอียด
Re: แต่งรถอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ?
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 6 ธันวาคม พ.ศ. 2014, 02:49:22 »

เรื่อง ฝากระโปรงหน้า ดำ








กรมการขนส่งทางบก ตอบมาชัดเจนแล้วนะครับ ตามบันทึกที่แจ้งมา พวกที่เอาสติกเกอร์เคฟล่า สีดำ มาติดแค่กระโปรงหน้ารถ ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จชัดแล้ว แจ้งมาชัดดังนี้ว่า" การเปลี่ยนสีฝาครอบกระโปรงหน้ารถและการติดสติกเกอร์เพื่อโฆษณาบริเวณตัวรถทั้งคันหรือบางส่วน เป็นการทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าสีดังกล่าวเป็นสีของรถ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสีรถให้ผิดไปจากเดิมที่เคยจดทะเบียนไว้ แม้มิได้ทำการเปลี่ยนแปลงสีของรถโดยการพ่นหรือการทาให้สีติดกับตัวถังรถอย่างถาวรก็ตาม ดังนั้นรถที่จดทะเบียนแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงสีรถให้ผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ เจ้าของรถต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่เปลี่ยนแปลง ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัิติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตาม พรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 13 ,มาตรา 60
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 6 ธันวาคม พ.ศ. 2014, 02:54:08 โดย administrator »
บันทึกการเข้า
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.064 วินาที กับ 19 คำสั่ง