Monkar

  • 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2019, 02:57:47
  • ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

คุณเป็นคน1ไหมที่เคยเจอปัญหาเหล่านี้ ซื้อwax มาลงแล้ว เงาไม่ถึงใจ บางทีก็ทิ้งคลาบเอาไว้ เช็ดก็ยาก เหนื่อยมาก บางคนบอกว่าลองของแพงซิ จะได้รู้ว่าเค้าดีอย่างไร เค้าว่าดี ถึงจะแพงก็ลองมาแล้ว แล้วเป็นไงละ ขั้นตอนแยะ สรุป กว่าจะเงาต้องใช้น้ำยาไม่รู้กี่ขวดต่อกี่ขวด แต่ละขวดของแบรนดังๆ ราคาก็แสนจะแรง ผมก็เลยแสวงหามาตลอด ตามภาษาคนงบน้อย ของถูก ก็มีส่วนผสมของยาขัดสีบ้าง แอลกอฮอล์บ้าง สุดท้ายก็เจอ ใช้น้ำยาแค่ขวดเดียวเท่านั้น ผมก็เลยซื้อกลับมาลองดู OK มากๆ จึงอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆบ้างนะครับ สนใจชมความเงาได้นะครับ หรือต้องการทดสอบกับรถตัวเองก็ได้ครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ สนใจทดสอบเชิญโทรมาที่ 08 94 95 26 94 ครับ อยู่แถวๆพระราม2 ID Line : monkar

         

ผู้เขียน หัวข้อ: เทคนิคเลือกฟิล์ม  (อ่าน 5460 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

administrator

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 338
    • ดูรายละเอียด
เทคนิคเลือกฟิล์ม
« เมื่อ: 20 ธันวาคม พ.ศ. 2011, 08:59:37 »

เทคนิคการเลือกฟิล์มกรองแสง
ฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์ 
 
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน กว่า 90% ของผู้ใช้รถยนต์ สิ่งแรกที่เจ้าของรถต้องติดตั้งเพิ่มเติม คือ ฟิล์มกรองแสง การเลือกฟิล์มกรองแสง สำหรับรถยนต์ โดยทั่วไปแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็น แต่จะให้ประหยัดและคุ้มค่า ควรมีความเข้าใจพื้นฐาน ของระบบการทำงาน ของฟิล์มกรองแสง ซึ่งอาจจะช่วยให้ท่าน นำไปตัดสินใจได้ว่า จะเลือกอย่างไร จึงสมเหตุสมผล ก่อนอื่นมาดูจุดประสงค์ของการติดตั้งฟิล์มกรองแสงก่อน อันดับแรก คือ กันความร้อน สู่ห้องโดยสาร ผลพลอยได้ที่ตามมา คือ ช่วยประหยัดพลังงานที่ใช้ทำความเย็น ช่วยยืดอายุของชิ้นส่วนภายใน เช่น คอมเพรสเซอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ต่อมาคือเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ต้องยอมรับว่าฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบ สามารถพรางภายในรถ ไม่ให้คนภายนอกมองเข้าไปภายในได้โดยเฉพาะสุภาพสตรี นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยเมื่ออุบัติเหตุ เช่น กรณีเศษกระจกที่แตกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะช่วยยึดกระจกไม่ให้แตกกระจาย ที่เหลือเป็นเรื่องของความสวยงาม เพราะมีฟิล์มแบบแฟชั่นที่ให้ความสวยงามกับรถยนต์ได้ด้วย ยังไม่นับในเรื่องอื่นๆ เช่น ความเป็นส่วนตัว หรือการเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน โดยสรุปประโยชน์ที่จะได้รับในการติดตั้งฟิล์มกรองแสงก็คือ

1. การลดความร้อน ซึ่งฟิล์มกรองแสงที่ดีสามารถลดอุณหภูมิภายในรถลงได้กว่า 60%

2. ป้องกันผิวหนังและดวงตา โดยการติดฟิล์มกรองแสงสามารถลดรังสีอัลตร้าไวโอเลตหรือยูวีได้กว่า 99% ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนังและต้อกระจก

3. ลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะสามารถยึดกระจกไม่ให้แตกกระจายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ปลอดภัยจากความคมของเศษกระจก หรือเศษจากกระจกนิรภัย กระเด็นเข้าตา

4. เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ การติดฟิล์มกรองแสงสามารถลดแสงจ้าจากดวงอาทิตย์, แสงไฟจากรถที่วิ่งสวนทาง ทำให้ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีขึ้น

5. สร้างความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย การติดฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบแสงจะช่วยบดบังผู้ประสงค์ร้ายภายนอก และบดบังทรัพย์สินภายใน

6. การติดฟิล์มกรองแสงจะช่วยปกป้องรถคุณ ไม่ให้อุปกรณ์ภายในรถไม่ว่าจะเป็นแผงหน้าปัด, คอนโซน, พวงมาลัย ฯลฯ ซีดจางและแตกร้าวเร็ว

7. ประหยัดพลังงาน การติดฟิล์มกรองแสงที่ดีสามารถช่วยประหยัดพลังงานและลดภาวะโลกร้อนได้ โดยการป้องกันความร้อนที่เข้ามาในตัวรถ ทำให้ระบบปรับความเย็นในรถ ทำงานน้อยลงจึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงาน รวมถึงค่าดูแลรักษาระบบปรับความเย็นอีกด้วย


 
ฟิล์มกรองแสงสำหรับอาคาร 
 
1. การป้องกันภัยจากเศษกระจก โดยใช้ฟิล์มนิรภัย (Safety Film) คือ

•ในอาคารสูง ฟิล์มนิรภัยจะช่วยยึดกระจกไม่ให้หลุดร่วงลงมาทำอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน
•ในอาคาร, ที่พักอาศัย เศษกระจกอาจทำอันตรายกับคนที่คุณรักได้
การติดฟิล์มนิรภัยยังมีประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับอีกคือ

•ในฟิล์มนิรภัยบางรุ่นมีการเคลือบสารหรือโลหะที่ช่วยในการลดความร้อนจากแสงแดดอยู่ด้วย
•ฟิล์มกรองแสงสามารถลดรังสีอุลตร้าไวโอเลตหรือรังสียูวีได้กว่า 99% ซึ่งช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังและต้อกระจก
•ชะลอการซีดจางของอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในอาคาร, ที่พักอาศัย
•ในระดับที่มีความหนาของเนื้อฟิล์มมากๆ จะสามารถใช้ป้องกันภัยจากกระสุนปืนหรือระเบิดรวมถึงการป้องกันการโจรกรรมได้
2. การป้องกันความร้อน, ประหยัดพลังงาน (Building Film) คือ การติดฟิล์มกรองแสงเพื่อลดความร้อนจากภายนอก เป็นการประหยัดพลังงานโดยตรง และมีประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับคือ

•ฟิล์มกรองแสงสามารถลดรังสีอุลตร้าไวโอเลตหรือรังสียูวีได้กว่า 99% ซึ่งช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังและต้อกระจก
•ฟิล์มกรองแสงสามารถชะลอการซีดจางของอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในอาคาร, ที่พักอาศัย
•ฟิล์มกรองแสงสามารถสร้างความสวยงามภายนอกและไม่บดบังทัศนวิสัยในการมองจากภายใน สร้างความเป็นส่วนตัว
•ฟิล์มกรองแสงสามารถลดแสงจ้าจากภายนอก ทำให้รู้สึกสบายสายตา
3. การติดฟิล์มกรองแสงเพื่อตกแต่ง (Decorative Film) ฟิล์มกรองแสงสามารถติดตั้งเป็นลวดลายต่างๆ เพื่อความสวยงาม รวมถึงประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่นการลดรังสีอุลตร้าไวโอเลต หรือการสร้างความเป็นส่วนตัว
 


 
ข้อแนะนำในการเลือกสินค้า
-หากต้องการรักษาความปลอดภัยจากเศษกระจกอย่างเดียวควรเลือกฟิล์มนิรภัย
 
-หากต้องการรักษาความปลอดภัยจากเศษกระจกและลดความร้อนควรเลือกฟิล์มนิรภัยที่มีส่วนผสมของโลหะหรือติดตั้งฟิล์มลดความร้อนทับอีกชั้น (ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ)
 
-หากต้องการลดความร้อนอย่างเดียวควรเลือก Building Films โดยพิจาณาถึงระดับความเข้มของฟิล์มตามต้องการ หากเป็นโชว์รูมหรือสำนักงานที่ต้องการโชว์ภายในแต่ต้องการฟิล์มกรองแสงที่สามารถลดความร้อนได้สูงแต่ต้องมีความใสหรือแสงส่องผ่านได้เยอะ
สิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับการติดตั้งฟิล์มอาคาร
-ฟิล์มกรองแสงส่วนใหญ่เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษทางด้านการมองเห็น เช่น ในช่วงกลางวันหากเรามองจากภายนอกจะมองไม่เห็นภายในหรือเห็นแค่ลางๆ (ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มของฟิล์ม) แต่ในช่วงกลางคืนหากเปิดไฟภายในเมื่อมองจากภายนอกจะสามารถมองเห็นภายในได้ คือ ด้านที่มืดกว่าจะสามารถมองเห็นด้านที่สว่างกว่าได้ 
-การติดฟิล์มนิรภัยมีส่วนช่วยให้การแตกตัวของกระจกลดน้อยลงบ้าง แต่ในกระจกบางประเภทหากติดฟิล์มที่มีสีเข้มเข้าไป จะเป็นตัวเพิ่มอัตราการแตกของกระจกมากขึ้น เกิดจากความร้อนที่สะสมอยู่ที่ฟิล์มและกระจกนั่นเอง
-ฟิล์มบางชนิดบางยี่ห้อเป็นฟิล์มชนิดย้อมสีหรือสีในกาว เมื่อนำไปติดที่กระจกอาคารโดยเฉพาะด้านที่ถูกแสงแดดมากๆ จะมีการซีดจางของเนื้อฟิล์มเร็ว ควรพิจารณาก่อนในการตัดสินใจติดตั้ง
ฟิล์มกรองแสง กับกฎหมายด้านความเข้ม
ณ ปัจจุบันนี้ไม่มีกฎหมายควบคุมความเข้มของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ คิดในแง่ดีเราได้รับความปลอดภัยจากการมองเห็นจากบุคคลภายนอก แต่ในแง่ร้าย มีคนที่ใช้ประโยชน์จากการแอบแฝงตัวเพื่อก่ออาชญากรรมโดยรถยนต์ แต่เรื่องนี้ก็เป็นมุมมอง 2 ด้าน ซึ่งในทางกฎหมายจริงๆแล้วที่กระจกบานหน้าสามารถติดฟิล์มกรองแสงหรือสติ๊กเกอร์เพื่อป้องกันแสงแดดได้ไม่เกินเศษ 1 ส่วน 4 ของกระจก แต่สืบเนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน ทางเจ้าหน้าที่จะเข้าใจและอนุโลมให้ติดตั้ง ฟิล์มกรองแสง แบบเต็มบานได้ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะใช้ดุลยพินิจ เช่น ติดฟิล์มกรองแสง แบบเต็มบานแต่ใช้ ฟิล์มกรองแสง ที่มีความทึบมากจนเกินไป เป็นต้น ดังนั้นฟิล์มกรองแสงแบบบานหน้าเต็มบานควรเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงที่ไม่ทึบแสงมากและไม่ควรสะท้อนแสงจนเกินไป
ฟิล์มกรองแสง กับกฎหมายว่าด้วยเรื่องปรอทหรือการสะท้อนแสง
การสะท้อนแสงของ ฟิล์มกรองแสง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ผู้บริโภคหลายท่านต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลอกและติดตั้ง ฟิล์มกรองแสง กันมาบ้าง ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่มีกฎหมายที่ควบคุมการสะท้อนแสงของฟิล์มกรองแสงว่าควรจะสะท้อนไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับทางเจ้าหน้าที่เองก็ไม่ได้มีความพร้อมทางด้านเครื่องไม้เครื่องมือที่จะทำการวัดค่าการสะท้อนของฟิล์มกรองแสง ตรงนี้เองทำให้เกิดความสับสนเป็นอย่างมาก ซึ่งจริงๆแล้วการสะท้อนแสงนั้น หากท่านสังเกตรถยนต์ที่ไม่ได้ติดตั้ง ฟิล์มกรองแสง เช่น รถแท็กซี่ ในบางเวลาที่แสงแดดทำมุมกับกระจก ก็สามารถสะท้อนเข้าตา รบกวนผู้อื่นได้อยู่แล้ว ดังนั้น ฟิล์มกรองแสงที่มีความสะท้อนของโลหะ ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักของการสะท้อนแสง แต่ก็มีรถยนต์ บางคัน นำฟิล์มกรองแสงบางประเภทซึ่งใช้สำหรับในการติดตั้งอาคาร ซึ่งฟิล์มกรองแสงประเภทนี้จะมีค่าการสะท้อนแสงสูงมาติดตั้งในรถยนต์ ซึ่งก็แล้วแต่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในเรื่องของดุลยพินิจของการสะท้อนแสงนี้ รวมถึงเรื่อง กันชน กรอบป้ายทะเบียนหรืออุปกรณ์อื่นใดที่ติดตั้งบนตัวรถแล้วรบกวนการมองเห็นของผู้อื่น ทางเจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจในส่วนนี้ได้ในการจับกุม 
รู้จักฟิล์มกรองแสง
เท่าที่ได้รับฟังจากการเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง พบว่า ส่วนหนึ่งของผู้ซื้อยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง โดยเฉพาะความเข้าใจระหว่างความทึบแสงกับความสามารถในการป้องกันความร้อนความเข้าใจที่ว่า ฟิล์มที่มีสีเข้มหรือทึบ ช่วยลดความร้อนได้ดี ในความจริงแล้ว สีหรือความทึบของฟิล์มกรองแสงไม่ได้เป็นตัวช่วยลดความร้อน แต่กลับเป็นสารเคลือบตัวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หลักนี้ต่างหาก ลองมาดูว่าส่วนประกอบจากความร้อนที่เราได้รับมีอะไรบ้าง 
โดยส่วนประกอบของความร้อนที่เราได้รับนั้นมีสัดส่วนและแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ความสว่างของแสงมีสัดส่วน 44% รังสีอินฟาเรด(รังสีใต้แดง)มีอยู่ 53% รังสียูวี(รังสีเหนือม่วง,รังสีอุลตร้าไวโอเลต)มีอยู่ 3% ดังนั้นฟิล์มกรองแสงที่สามารถลดความร้อนได้ดีควรจะลดรังสีทั้ง 3 ส่วนได้มากๆ ตัวอย่างเช่น หากท่านติดฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบแสงมากๆ แต่ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ เป็นประเภทฟิล์มย้อมสีหรือเป็นฟิล์มกรองแสงที่ไม่ได้มีส่วนผสมของโลหะหรือสารพิเศษใดๆ ท่านจะรู้สึกถึงความร้อนที่ผ่านชั้นผิวของฟิล์มกรองแสงเข้ามา นั่นก็คือฟิล์มกรองแสงนั้นๆสามารถลดได้แค่ความสว่างของแสงที่มีสัดส่วนอยู่ 44% แต่รังสีอินฟาเรดยังสามารถผ่านทะลุเข้ามาได้จนรู้สึกถึงความร้อน ในทางกลับกันหากท่านติดฟิล์มกรองแสงที่มีส่วนผสมพิเศษไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมของโลหะหรืออื่นๆ แต่ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ มีค่าความทึบแสงน้อย(แสงส่องผ่านเข้าไปได้เยอะ) ท่านก็จะรู้สึกถึงความร้อนจากความสว่างของแสงที่ส่องผ่านฟิล์มกรองแสงเข้ามา ส่วนรังสียูวีนั้นเป็นส่วนประกอบน้อยมากของความร้อน (3%) ซึ่งฟิล์มกรองแสงเกือบทั้งหมดสามารถลดรังสียูวีได้มากกว่า 95% อยู่แล้ว 


บันทึกการเข้า

administrator

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 338
    • ดูรายละเอียด
Re: เทคนิคเลือกฟิล์ม
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 20 ธันวาคม พ.ศ. 2011, 09:07:24 »

ประเภทของฟิล์มกรองแสง
ดูประเภทของฟิล์มกรองแสง 
 
ฟิล์มกรองแสง ผลิตจากแผ่นโพลีเอสเตอร์ที่มีความเหนียว บาง เรียบ สามารถแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกับกระจก โดยยึดกับกระจกด้วยกาวที่มีความใส ดังนั้น เราจึงมองผ่านฟิล์มกรองแสงได้ชัดเจน ณ ปัจจุบันสามารถแบ่งโครงสร้างฟิล์มกรองแสงได้ดังนี้
ฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดา
(ไม่มีส่วนผสมของโลหะหรือสารพิเศษอื่นๆ) โดยฟิล์มกรองแสงชนิดนี้ก็จะมีชนิดย่อยตามการผลิตอีกคือ

1.ฟิล์มกรองแสงประเภทสีผสมในกาว
2.ฟิล์มกรองแสงประเภทย้อมสี
3.ฟิล์มกรองแสงประเภทสีอยู่บนเนื้อฟิล์ม
4.ฟิล์มกรองแสงประเภทสีอยู่ในเนื้อฟิล์ม
        ซึ่งฟิล์มกรองแสงแต่ละชนิดเป็นเทคนิคในการผลิตซึ่งแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติทางด้านอายุการใช้งานและราคาที่แตกต่างกัน แต่ในส่วนคุณสมบัติอื่น เช่น การลดความร้อนไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก

สรุป ในส่วนของฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดาจะได้ดังนี้คือ

ระดับราคาจากถูกไปหาแพง 1 – 2 – 3 – 4
อายุการใช้งานของฟิล์มกรองแสงจากมากไปหาน้อย 4 – 3 - 2 – 1
 


 
ฟิล์มกรองแสงชนิดเคลือบโลหะ 
โดยแผ่นโลหะนี้จะถูกนำไปประกบหรือรวมกับฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดา โดยแผ่นโลหะจะมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันรังสีอินฟาเรดได้ดี ทำให้ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้สามารถลดความร้อนได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็สามารถแบ่งได้เป็นชนิดโครงสร้างหลักๆตามฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดาคือ

1.ฟิล์มกรองแสงประเภทสีผสมในกาว + โลหะ
2.ฟิล์มกรองแสงประเภทย้อมสี + โลหะ
3.ฟิล์มกรองแสงประเภทสีอยู่บนเนื้อฟิล์ม + โลหะ
4.ฟิล์มกรองแสงประเภทสีอยู่ในเนื้อฟิล์ม + โลหะ
สรุป ในส่วนของฟิล์มกรองแสงชนิดเคลือบโลหะจะได้ดังนี้คือ

ระดับราคาจากถูกไปหาแพง 1 – 2 – 3 – 4
อายุการใช้งานของฟิล์มกรองแสงจากมากไปหาน้อย 4 – 3 - 2 – 1
 
 


ฟิล์มกรองแสงชนิดเคลือบสารพิเศษ 
โดยสารพิเศษนี้จะเป็นสารที่สามารถป้องกันรังสีอินฟาเรดได้ดีกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่ ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้จะเป็นฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบแสงน้อย ซึ่งฟิล์มกรองแสงประเภทนี้มีราคาสูงกว่าฟิล์มกรองแสงชนิดเคลือบโลหะ
ฟิล์มนิรภัย 
เป็นฟิล์มกรองแสงที่มีความหนาของเนื้อฟิล์มตั้งแต่ 4 MIL ขึ้นไป (1 MIL = 1 / 1000 นิ้ว) มีคุณสมบัติในการยึดเกาะกระจกได้ดี เหมาะสำหรับในอาคารสูง และในกรณีที่มีความหนาของเนื้อฟิล์มมากๆ สามารถใช้ในการป้องกันการโจรกรรมรวมถึงป้องกันกระสุน(ขึ้นอยู่กับความหนาของเนื้อฟิล์มและกระจก)




การเลือกติดตั้งฟิล์มกรองแสง
 
สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงจะต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ซึ่งก็มีข้อสังเกตและควรพิจารณาด้วยกันหลายประการ
 
สิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาอันดับแรก ก็คือ ให้ตรวจสอบดูว่าฟิล์มกรองแสงที่ทางร้านค้านำมาติดตั้งนั้น ยี่ห้อตรงกับที่เราเลือกไว้หรือไม่ ซึ่งยี่ห้อนั้นแสดงถึงความมีมาตรฐานของผู้ประกอบการ เดี๋ยวนี้ฟิล์มกรองแสงมักจะมีระบบปริ๊นซ์โลโก้ที่เนื้อฟิล์ม ซึ่งจะมีโลโก้สินค้าแสดงอยู่ โดยมีทั้งปริ๊นซ์ 1 - 2 – 3 และมากที่สุด 4 จุด ซึ่งการปริ๊นซ์ยิ่งมากจุด ยิ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้ฟิล์มกรองแสงยี่ห้อที่ได้เลือกติดตั้งแท้ๆ ซึ่งสามารถมองได้ถึง ความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงประสบการณ์ในการทำธุรกิจนี้ว่ามีมานานแค่ไหน ไม่ได้มีการโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งบางครั้งเราจะเห็นผู้ประกอบการบางรายเข้ามาทำตลาด แล้วในช่วงระยะแรกหากทำตลาดไม่ดี ก็ปิดบริษัท ล้มยี่ห้อ จากนั้นก็ไปเปิดในชื่อใหม่ และเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆ บางบริษัทก็ใช้การโฆษณาเกินความเป็นจริง บางที่ก็ใช้งบโฆษณาที่สูงโดยคุณภาพของสินค้าไม่ได้เหมาะสมกับราคา เช่น ลดความร้อนได้น้อยแต่ราคาแพงมากกว่าฟิล์มกรองแสงที่ราคาถูกๆ ทั่วไปเป็นต้น
เลือกรับประกัน
การรับประกันคุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ในการตัดสินใจ โดยทั่วไปแล้วฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์จะมีการรับประกันคุณภาพไม่ต่ำกว่า 5 ปี บางราย 7 หรือ 10 ปี หรือบางครั้งก็รับประกันตลอกอายุการใช้งานก็มี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ซึ่งเงื่อนไขการรับประกันนี้จะหมดไปหากมีการเปลี่ยนมือของการเป็นเจ้าของรถหรือไม่สามารถเก็บใบรับประกันมายืนยันตอนเคลมสินค้า ซึ่งตรงนี้ผู้บริโภคควรรักษาสิทธิ์ให้ดี
เลือกร้านติดตั้ง
ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายก็มีส่วนสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบ ทุกวันนี้ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์จะขายผ่านร้านประดับยนต์ ร้านติดตั้งเครื่องเสียง ซึ่งร้านเหล่านี้จะมีทั้งที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้จำหน่ายโดยตรง กับไม่ได้รับการแต่งตั้ง ร้านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจะนำฟิล์มเข้ามาจำหน่ายเอง ซึ่งก็เสี่ยงต่อฟิล์มคุณภาพต่ำ บางแห่งก็เสนอฟิล์มแบบมียี่ห้อ ให้ดู พอตอนติดตั้งแอบไปเอาฟิล์มอะไรไม่รู้มาติดรถ อย่างนี้ก็มี เราสามารถพิจารณาได้ว่าร้านใดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือไม่ โดยสังเกตจากป้ายหน้าร้าน หรือใบที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือใบรับประกันสินค้า หรือถ้าต้องการความมั่นใจโทรศัพท์สอบถามจากผู้นำเข้าโดยตรง
ฝีมือช่างต้องชำนาญ
การติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์หากได้ฟิล์มคุณภาพ แต่หากช่างที่ติดตั้งไม่มีฝีมือก็ไร้ประโยชน์ การติดฟิล์มกรองแสงนั้น นอกจากคุณภาพของฟิล์มแล้ว หากต้องการให้ฟิล์มอยู่คงทนนานต้องขึ้นอยู่ที่ฝีมือของช่างคนนั้นด้วยช่างที่ติดฟิล์มกรองแสงจะต้องมีฝีมือในการกรีดฟิล์ม เพราะหากมือไม่ดีพอ เวลาที่กรีดฟิล์มลงสู่กระจกจะทำให้ฟิล์มนั้นไม่เสมอกัน โดยเฉพาะตรงขอบกระจก และถ้าเลวร้ายไปกว่านั้น บางครั้งอาจกรีดโดนกระจกรถยนต์ และทำให้เป็นรอยได้ และยังรวมถึงความระมัดระวังในเรื่องอื่นๆ เช่น การทำความสะอาดกระจก การระมัดระวังเรื่องฝุ่น ซึ่งเรื่องฝุ่นนี้จะมีได้บ้างตามขอบกระจกซึ่งไม่รบกวนสายตาของผู้ขับขี่
 
รู้ทันเทคนิคการขายฟิล์ม
ในกรณีที่ร้านค้าบางร้าน มีการสาธิตหรือทดสอบคุณภาพของฟิล์มให้ดู เราควรพิจารณาถึงวิธีการทดสอบคุณภาพของฟิล์มด้วยว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เช่น การทดสอบฟิล์มด้วยแสงสปอตไลท์ ไม่ว่าจะโดยการให้ผู้บริโภคใช้มืออัง หรือยืนท่ามกลางแสงสปอตไลท์ เป็นวิธีที่สามารถใช้ในการเปรียบเทียบได้ระดับหนึ่ง แต่วิธีดังกล่าวไม่สามารถระบุได้ว่าฟิล์มนั้นๆ สามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้เท่าไหร่ ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงทั้งสองชนิดนี้ มีลักษณะแตกต่างกัน และที่แย่กว่านั้นคือ ฟิล์มกรองแสงที่นำมาทดลองอาจเป็นคนละชนิดกับฟิล์มกรองแสงที่นำมาติดที่รถ ซึ่งในปัจจุบันได้มีอุปกรณ์ทดสอบฟิล์มกรองแสงที่มีค่าการลดความร้อนรวมจากแสงแดดในตลาดมากขึ้น
ดูอุปกรณ์ทดสอบฟิล์มกรองแสง
คุณภาพของฟิล์มกรองแสงทางด้านอื่นๆ
ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะต้องพิจารณาจากคุณสมบัติของกาวด้วย กาวที่ดีต้องมีความบางใส และเหนียว เมื่อติดแล้วต้องทนทานต่อสภาวะความร้อนเย็นของกระจกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยึดติดกับกระจกได้ดีไม่ทำให้ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ พอง ลอก ล่อน เป็นฟองอากาศ นอกจากนั้น ฟิล์มที่ดีจะต้องป้องกันรอยขีดข่วน หรือเคลือบสารกันรอยขีดข่วน ฟิล์มกรองแสงทำมาจากโพลีเอสเตอร์ มีจุดอ่อนในเรื่องความอ่อนของผิว ซึ่งมักสามารถเป็นรอยเส้นคล้ายรอยขนแมวได้ง่าย เมื่อมีการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นสารเคมีที่ทำหน้าที่เคลือบแข็งบนผิวของฟิล์ม ทำหน้าที่ในการป้องกันการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ คุณสมบัตินี้ทำให้ฟิล์มมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และดูสวยงามตลอดอายุการใช้งาน
จำไว้ว่าฟิล์มกรองแสงที่ดีไม่ใช่ฟิล์มที่ช่วยลดแสงจ้าได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถในการสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายในการขับขี่ รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงานในการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถด้วย ซึ่งการเลือกฟิล์มที่มีค่า SHADING COEFFICENT (SC) ต่ำๆ ยังมีส่วนช่วยลดพลังงานที่ใช้ในการปรับอากาศได้ และที่สำคัญต้องเป็นฟิล์มที่มีความปลอดภัยสามารถยืดเกาะกระจกได้
ทุกวันนี้ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ที่ขายอยู่ในตลาด มีมากมายเกือบ 100 ยี่ห้อ มีทั้งแบบที่มั่นคงถาวร และแบบเวียนว่ายตายเกิด สร้างยี่ห้อออกมาขาย พอขายไม่ได้ก็เปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นฟิล์มตัวเดิม เวลาเลือกจึงต้องระวัง





คำถามที่พบบ่อยสำหรับฟิล์มกรองแสง


เลือกสีฟิล์มกรองแสงอย่างไรจึงเข้ากับสีรถ?
ตอบ:อันนี้ต้องลองดูเว็บไซด์ของฟิล์มกรองแสงที่มีให้ทดสอบกันครับ ตัวอย่างเช่น ทดสอบสีฟิล์ม
 
ฟิล์มกรองแสง 40 %, 60 %, 80 % มีความหมายว่าอย่างไร?
ตอบ : เป็นตัวเลขที่เรียกความเข้มของฟิล์มกรองแสง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรงในยุดแรก ๆ ที่มีการจำหน่ายฟิล์มกรองแสงในประเทศไทยซึ่งในยุคแรก ๆ ฟิล์มกรองแสงที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้นจะมีไม่กี่เบอร์ คือ ประมาณ 3-4 เบอร์ เช่น เบอร์ 05 , 20 , 35 , 50 ซึ่งเบอร์นั้น ๆ ตามมาตรฐานสากล จะบ่งบอกถึงค่าที่แสงสามารถส่องผ่านฟิล์มกรองแสงได้ เช่น เบอร์ 05 แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 5 %ฟิล์มจะเข้ม 95 % , เบอร์ 20 แสงสามารถส่องผ่านได้ 20 % ฟิล์มจะมีความเข้ม 80 % เป็นต้น ซึ่งในยุคแรก ๆ ทั้งผู้บริโภคและร้านค้ายังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าวจึงใช้การประมาณความเข้มของฟิล์มแทน เช่น เบอร์ 05 แสงผ่านได้ 5 % ฟิล์มจะมีความเข้ม 95 % แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 80 % , เบอร์ 20 แสงส่องผ่านได้ 20 % ฟิล์มจะมีความเข้ม 80 % แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 60 % , ฟิล์มเบอร์ 50 แสงส่องผ่านได้ 50 % ฟิล์มจะมีความเข้ม 50 % แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่า 40 % ซึ่งการเรียกดังกล่าวยังเข้าใจกับผิด ๆ อยู่จนทุกวันนี้ครับ
ฟิล์มกรองแสงมีทั้งชนิดธรรมดาและชนิดเคลือบโลหะ ทั้ง 2 ชนิดนี้มีข้อแตกต่างกันอย่างไร และที่เรียกว่า


ฟิล์มปรอทคืออะไร
ตอบ : ฟิล์มกรองแสงทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกันโดยกรรมวิธีการผลิตครับ โดยฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดานั้นจะม่มีส่วนผสมของโลหะหรือสารพิเศษอื่นใด ซึ่งฟิล์มกรองแสงชนิดนี้จะมีราคาที่ถูกแต่การป้องกันความร้อนจะน้อยแม้ว่าจะมีสีเข้มมากก็ตาม รวมถึงอายุการใช้งานที่ต่ำคือฟิล์มกรองแสงชนิดนี้พอหมดสภาพแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง , พองตัว , แห้งกรอบ เหมือนที่ท่านเห็นที่รถบางคันบนท้องถนนนั่นแหละครับ ส่วนฟิล์มชนิดเคลือบโลหะหรือที่เรียกกันว่าฟิล์มปรอทเป็นชนิดเดียวกันครับ ที่เรียกกันว่าปรอทไม่ได้หมายความว่าใช้ปรอทในการผลิตนะครับ แต่เป็นเพราะว่าฟิล์มชนิดนี้จะมีความเงาเป็นพิเศษ ซึ่งในตรง
ส่วนของความเงาก็จะมีความเงามากหรือน้อยแตกต่างกัน โดยในส่วนของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตก็จะมีอยู่มากมายหลายชนิด เช่น เงิน , ทองแดง , กราไฟท์ เป็นต้น ซึ่งวัถุดิบแต่ละชนิดจะให้สีสรรที่แตกต่างกัน และฟิล์มกรองแสงประเภทนี้จะมีคุณสมบัติในการลดความร้อนได้ดีกว่าซึ่งถ้าเทียบกับฟิล์มกรองแสงธรรมดาที่มีความเข้มมากเช่นเบอร์ 05 เทียบกับฟิล์มโลหะเบอร์ 50 ฟิล์มเคลือบโลหะยังสามารถลด
ความร้อนจากแสงแดดได้ดีเยี่ยมกว่า และฟิล์มเคลือบโลหะยังมีอายุการใช้งานได้ยาวนานกว่า ซึ่งอดีตราคาฟิล์มโลหะจะสูงมากและมีตัวเลือกน้อย แต่ปัจจุบันราคาจะไม่สูงเหมือนอดีตและมีให้เลือกกันมากมายหลายยี่ห้อ ลองเลือกใช้ดูนะครับ

 
ติดฟิล์มกรองแสงประเภทโลหะหรือปรอทจะทำให้สะท้อนตารถคันอื่น ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่?
ตอบ : ฟิล์มกรองแสงประเภทโลหะจะมีหลากหลายความเข้มและหลากหลายความเงา ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงก็แทบจะไม่มีผลครับเพราะโดยปกติแล้วขอให้ท่านลองสังเกตดู กระจกรถบางคันกสามารถ็สะท้อนแสงมากทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ติดตั้งฟิล์มกรองแสงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งมุมในการสะท้อนก็จะต้องขึ้น อยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน เช่น ช่วงเวลา มุมเอียงของกระจกซึ่งมุมเอียงของกระจกนั้นจะยิ่งสังเกตุได้ง่าย โดยถ้าขับรถตามหลังรถบางคันจะเห็นว่ามุมเอียงของกระจกจะไม่เท่ากัน และรถบางประเภทมุมของกระจกแทบจะตั้งฉากเสียด้วยซ้ำ สรุปคือแทบไม่มีผลครับ ฟิล์มประเภทโลหะจะเพิ่มค่าความสะท้อนของแสงขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วยครับ

 
ถ้าติดฟิลม์กระจกรถ 60% และหากติดฟิล์มที่เคลือบปรอทตำรวจจะจับไหม?
ตอบ : มีการประกาศยกเลิกกฎหมายฟิล์มกรองแสงไปตั้งแต่ปี 2543 แล้วครับดังนั้นจะมืดแค่ไหนก้อไม่มีใครห้าม แต่ควรดูด้านความปลอดภัยในการขับขี่ ส่วนฟิลม์ปรอท มันคือฟิลม์ที่มีโลหะฉาบอยู่ มีลักษณะสะท้านแสงเหมือนกระจกถ้ามีน้อยๆ สะท้อนแสงน้อยๆ ไม่เป็นไรแต่ถ้ามีเยอะๆ สะท้อนแสงเยอะ
จะเข้าข่ายการติดตั้งฟิล์มกรองแสงที่มีการสะท้อนแสงสูงตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12
ว่าด้วยเรื่องของส่วนควบที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น 
 
ฟิล์มกรองแสงเปลี่ยนเป็นสีม่วงและเป็นฟองอากาศแล้ว ต้องการจะเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงใหม่ แต่กลัวเส้นไล่ฝ้าจะเสีย ควรจะทำอย่างไร?
ตอบ : ก่อนอื่นต้องทดสอบดูก่อนว่าไล่ฝ้ายังทำงานตามปกติไหม โดยการเปิดสวิทซ์ไล่ฝ้าสักพักแล้วลองเอามือจับที่กระจกดู ถ้ากระจกร้อนก็แสดงว่าเส้นไล่ฝ้ายังทำงานปกติ ทีนี้ถึงขั้นตอนการลอกฟิล์มกรองแสงครับที่ยุคนี้เป็นยุคสมัยใหม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ให้เลือกกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาในการลอกกาว ระบบการทำความสะอาดโดยใช้ไอน้ำหรือสตรีมเมอร์ อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยได้ครับ พอลอกแล้วติดตั้งฟิล์มใหม่เสร็จ ก็ให้ลองการทำงานของเส้นไล่ฝ้าเหมือนเดิมรับรองว่าเส้นไล่ฝ้าเป็นปกติแน่ครับ


 
ฟิล์มกรองแสงกันรอยขีดข่วนติดตั้งไปแล้วทำไมถึงยังมีรอยที่ฟิล์มกรองแสงตอนเลื่อนกระจกขึ้น-ลง?
ตอบ : สำหรับรอยที่เกิดขึ้นเกิดจากการเลื่อนกระจกขึ้น-ลงครับ แต่ในสภาพการใช้งานตามปกติ ฟิล์มกรองแสงจะสามารถกันรอยขีดข่วนจากสักหลาดของประตูได้อยู่แล้ว แต่บางครั้งที่สักหลาดประตูอาจมีเศษของทรายหรือก้อนกรวดอยู่ ซึ่งพอเลื่อนกระจกขึ้น-ลงแล้ว สารกันรอยขีดข่วนก็ไม่สามารถป้องกันได้ จึงควรหมั่นตรวจตราทำความสะอาดบริเวณสักหลาดให้ดีครับ และอาการลักษณะนี้ที่เกิดขึ้น อยูนอกเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพของฟิล์มกรองแสง

 
ฟิล์มกรองแสงเกี่ยวข้องอย่างไรกับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง?
ตอบ : คือฟิล์มกรองแสงที่ดี ยิ่งลดความร้อนได้เยอะเท่าไหร่ ระบบการทำความเย็นหรือแอร์ก็ทำงานน้อยลงหรือคอมเพรสเซอร์ไม่ต้องทำงานหนักมากเพื่อให้ได้ความเย็นตามต้องการ ซึ่งระบบแอร์นั้นก็ใช้พลังงานจากการหมุนของเครื่องยนต์ ดังนั้นถ้าแอร์สามารถทำงานได้น้อยลง เครื่องยนต์ก็ทำงานน้อยลงด้วยจึงทำให้สามารถช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ และมีของแถมด้วยคือลดรายจ่ายในการดูแลรักษาระบบแอร์ด้วย ทั้งอะไหล่และน้ำยาแอร์ดังนั้นการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงที่ลดความร้อนดี ๆ ก็มีส่วนช่วยในการลดใช้พลังงานและช่วยลดภาวะโลกร้อนไปในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี๋ยวนี้ฟิล์มกรองแสงดีๆ มีให้เลือกเยอะและราคาไม่สูงมาก


การติดฟิล์มกรองแสงแบบบานหน้าเต็มบานจะมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร?
ตอบ : การติดฟิล์มกรองแสงแบบบานหน้าเต็มบานจะช่วยลดความร้อนที่เข้ามาทางกระจกด้านหน้าของรถยนต์ ลดแสงที่จ้าในเวลากลางวัน กรณีกระจกเกิดแตกขณะขับขี่หรือถูกสะเก็ดหินฟิล์มกรองแสงจะช่วยยึดเศษกระจกไม่ให้แตกกระจาย คือ เศษกระจกแทนที่จะกระเด็นเข้ามาภายในโดยเศษกระจกอาจจะทำอันตรายหรือกระเด็นเข้าตาได้ แต่การติดฟิล์มแบบบานหน้าเต็มก็ไม่ควรที่จะติดฟิล์มที่มีความเข้มมากจนเกินไป เพราะตอนกลางคืนจะขับค่อนข้างยาก และอาจถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ถ้าให้ดีติดฟิล์มที่มีค่าแสงส่องผ่านตั้งแต่ 40 % ขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว


ลบโลโก้ที่ติดอยู่บนฟิล์มกรองแสงได้อย่างไร?
ตอบ : ใช้น้ำยาล้างเล็บลบออกได้เลยครับ แต่ปกติผู้จำหน่ายฟิล์มกรองแสงจะมีน้ำยาลบแถมให้อยู่แล้ว


คราบน้ำที่เกิดหลังจากติดตั้งฟิล์มกรองแสงและมีน้ำขังอยู่ภายในจะหายไปไหม?
ตอบ : โดยปกติคราบน้ำดังกล่าวจะหายไปเองในระยะเวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากที่ได้ติดตั้งฟิล์มกรองแสงแล้ว ฟิล์มกรองแสงที่ติดตั้งโดนแสงแดดมากน้อยเพียงใด ยิ่งโดนมากยิ่งจะทำให้คราบน้ำที่ขังอยู่ระหว่างฟิล์มกรองแสงกับกระจกแห้งเร็วมากขึ้น
ข้อควรปฎิบัติในการดูแลรักษาฟิล์มกรองแสงหลังจากติดตั้ง
•ห้ามเลื่อนกระจกขึ้น - ลง หรือ เช็ด ถูฟิล์ม ภายใน 7 วัน หลังจากติดตั้ง เนื่องจากกาวของฟิล์มกรองแสงจะใช้ระยะเวลาในการอยู่ตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม เช่น การถูกแสงแดด ควรจะรอให้ครบระยะเวลาก่อนจึงเลื่อนหรือเช็ดกระจกได้
•หากมีปัญหาอื่นใด เช่น มีฟองอากาศ หรือ ฟิล์มอ้า ฯลฯ ให้รีบติดต่อศูนย์บริการภายในระยะเวลารับประกัน
•ในการทำความสะอาดฟิล์มกรองแสง ควรใช้ผ้าสะอาด ผ้านุ่มหรือฟองน้ำ ร่วมกับน้ำยาทำความสะอาดฟิล์ม เพื่อกำจัดคราบมัน และไม่ควรนำวัสดุที่ลักษณะเป็นของแข็งหรือผิวไม่เรียบเช็ดถูที่กระจกเป็นอันขาด
•ห้ามใช้น้ำยาเช็ดกระจกหรือสารเคมีที่มีส่วนประกอบของแอมโมเนีย ( NH4) เพราะอาจทำให้ ชั้นกันรอยของฟิล์มเสียหายได้
•ควรหมั่นดูแลรักษาร่องกระจก ไม่ให้มีเศษทรายหรือก้อนกรวดค้างอยู่ในราง เพราะจะทำให้ฟิล์มกรองแสงเกิดความเสียหายได้
บันทึกการเข้า

administrator

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 338
    • ดูรายละเอียด
Re: เทคนิคเลือกฟิล์ม
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 20 ธันวาคม พ.ศ. 2011, 09:08:52 »

ทางร้าน ขอระงับ การให้บริการ ติดฟิล์ม ก่อนนะครับ ;D
บันทึกการเข้า
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.12 วินาที กับ 20 คำสั่ง